กลยุทธ์ Base-150: วิธีที่ง่ายที่สุดในการกำหนดแนวโน้มและเข้าสู่ตลาดฟอเร็กซ์

กลยุทธ์ Base-150 เป็นวิธีการเทรดที่เป็นระบบ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้สูงสุด โดยใช้สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในทุกการเทรด บทความนี้จะครอบคลุมพื้นฐานของกลยุทธ์ Base-150 พร้อมตัวอย่างการนำไปใช้ในการเทรดจริง
กลยุทธ์ Base-150 คืออะไร?
กลยุทธ์เทรดตามแนวโน้ม Base-150 เป็นวิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้โดยนักเทรดเพื่อระบุและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มของตลาด ชื่อ "Base-150" มาจากการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (EMA) ระยะ 150 เป็นหลักในการตัดสินใจเทรดในเวอร์ชันดั้งเดิม
ต่อมา กลยุทธ์นี้ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยการรวม EMA ระยะอื่น ๆ เข้าด้วยกัน กลยุทธ์นี้เป็นที่นิยมในหมู่นักเทรดที่ต้องการเทรดตามแนวโน้ม โดยตัดสินใจเทรดจากการจัดเรียงของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลายช่วงเวลาให้สอดคล้องกัน
สินทรัพย์ใดที่สามารถเทรดด้วยกลยุทธ์ Base-150 ได้บ้าง?
- สกุลเงิน (Forex) โดยเฉพาะคู่เงินหลัก เช่น EURUSD, GBPUSD และ USDJPY ซึ่งมักใช้กลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้มเนื่องจากมีสภาพคล่องสูง
- หุ้นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มชัดเจน เช่น Tesla (TSLA), Apple (AAPL) และ Amazon (AMZN);
- สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ (XAUUSD), น้ำมันดิบ (WTI) และโลหะเงิน (XAGUSD) ซึ่งมักจะแสดงรูปแบบแนวโน้มที่ชัดเจน
กรอบเวลาที่เหมาะกับกลยุทธ์ Base-150 ที่สุดคืออะไร?
กลยุทธ์ Base-150 มักถูกใช้ในกรอบเวลาระยะกลางถึงระยะยาว เพื่อจับการเคลื่อนไหวของราคาที่มีนัยสำคัญ กรอบเวลาที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับกลยุทธ์นี้คือ รายวัน (D1), 4 ชั่วโมง (H4) และ 1 ชั่วโมง (H1)
อินดิเคเตอร์ที่ใช้ในกลยุทธ์ Base-150 คืออะไร?
กลยุทธ์ Base-150 ใช้การผสมผสานของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (EMA) 4 ระยะ เพื่อประเมินสภาพตลาดและระบุโอกาสในการเทรด ได้แก่ EMA 365, EMA 150, EMA 26 และ EMA 6
ในการเพิ่มอินดิเคเตอร์ใน MetaTrader ให้เปิดเทอร์มินัลของคุณและคลิกที่ปุ่ม Insert ที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ เลือก Indicators จากนั้นเลือก Trend และ Moving Average
หลังจากเปิดแท็บ Parameters ให้เปลี่ยนการตั้งค่าของอินดิเคเตอร์แต่ละตัวในช่อง Period สุดท้าย เปลี่ยนสีของ EMA แต่ละเส้นเป็นสีที่คุณต้องการเพื่อแยกความแตกต่าง
วิธีใช้กลยุทธ์ Base-150
กลยุทธ์ Base-150 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน: การระบุแนวโน้ม การยืนยันแนวโน้ม และการยืนยันสัญญาณเข้าเทรด
- การระบุแนวโน้ม
เมื่อราคาสูงกว่า EMA 365 และ EMA 150 แนวโน้มเป็นขาขึ้น แต่เมื่ออยู่ต่ำกว่า แนวโน้มจะเป็นขาลง

- การยืนยันแนวโน้ม
หาก EMA 150 เกิดการครอสโอเวอร์เหนือ EMA 365 จากด้านล่างขึ้นด้านบน แนวโน้มจะยืนยันว่าเป็นขาขึ้น เมื่อครอสโอเวอร์เกิดขึ้นจากด้านบนลงล่าง จะยืนยันได้ว่าแนวโน้มเป็นขาลง
คุณควรหาเฉพาะคำสั่งซื้อ (Long Trades) ในแนวโน้มขาขึ้น และคำสั่งขาย (Short Trades) ในแนวโน้มขาลง
- การยืนยันสัญญาณเข้าเทรด
สัญญาณซื้อ
หากคุณกำลังมองหาการเทรดแบบ Long สัญญาณยืนยันคือ:
- ราคาตัด EMA 26 จากล่างขึ้นบนและ
- จากนั้นไม่นาน EMA 6 ตัด EMA 26 ในทิศทางเดียวกับราคา

สัญญาณขาย
หากคุณกำลังมองหาการเทรดแบบ Short สัญญาณยืนยันคือ:
- ราคาตัด EMA 26 จากบนลงล่างและ
- จากนั้นไม่นาน EMA 6 ตัด EMA 26 ในทิศทางเดียวกับราคา
เพื่อจับจังหวะการเข้าเทรดอย่างแม่นยำ คุณสามารถใช้กรอบเวลาย่อยได้ เช่น กรอบเวลา H1 เมื่อสัญญาณเทรดปรากฏในกรอบเวลา H4 หรือกรอบเวลา H4 เมื่อสัญญาณปรากฏในกรอบเวลา D1

STOP-LOSS และ TAKE-PROFIT
Stop-Loss ควรวางเหนือ EMA 365 สำหรับคำสั่งขาย และวางใต้ EMA 365 สำหรับคำสั่งซื้อ จะดียิ่งขึ้นหากวาง Stop-Loss ไว้เหนือจุด Swing High หรือ Swing Low ล่าสุด
Take-Profit สามารถวางได้ตามกลยุทธ์การเทรดของคุณ เช่น ใช้สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน แนวรับ/แนวต้าน หรือวิธีอื่น ๆ
กลยุทธ์ Base-150: สรุป
กลยุทธ์ Base-150 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเทรดฟอเร็กซ์ เพราะสามารถจับแนวโน้มในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น คู่สกุลเงิน ที่มักแสดงการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ด้วยการเน้นการระบุจุดเข้าและออกที่ชัดเจนผ่านการใช้ EMA หลายตัว กลยุทธ์นี้ช่วยให้นักเทรดสามารถรับมือกับตลาดฟอเร็กซ์ที่เคลื่อนไหวรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เริ่มต้นเทรดกับ Headway วันนี้และสัมผัสพลังของกลยุทธ์ Base-150 ได้เลย!
ติดตามเราได้ที่ เทเลแกรม, อินสตาแกรม และ เฟซบุ๊ก เพื่อรับการอัปเดตจาก Headway ทันที

